“นครพนม” เปิดข้อมูล “เด็กยากจน” ผ่านระบบคัดกรองสารสนเทศการศึกษา

เขียนโดย ผู้ดูแลระบบ สสค. | 02/05/2560 15:42:04

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์  | 


“นครพนม” เปิดข้อมูล “เด็กยากจน” ผ่านระบบคัดกรองสารสนเทศการศึกษา พบเพิ่มประสิทธิภาพการคัดกรองนักเรียนยากจนได้ดีขึ้น 2 เท่าด้วยการใช้ระบบคัดกรองนักเรียนรายบุคคล พร้อมจับมือทุกภาคส่วน-เชื่อมโยงการทำงานเพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชน

จังหวัดนครพนม ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้ (สสค.) เปิดข้อมูล “ระบบสารสนเทศคัดกรองเด็กยากจนเพื่อการศึกษา” ภายใต้โครงการ “พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อหลักประกันโอกาสทางการเรียนรู้” เพื่อค้นหาเด็กด้อยโอกาส-ยากจนในพื้นที่ พร้อมนำข้อมูลที่ได้รับกลับมาบูรณาการเป็นจุดเริ่มต้นในการประสานการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ร่วมดูแลติดตามช่วยเหลือสนับสนุนเด็กด้อยโอกาส และต่อยอดไปสู่จัดทำ “แผนพัฒนาการศึกษา” ของจังหวัดนครพนม เพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดการศึกษาให้สอดรับกับการเป็นพื้นที่เขตพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ

     นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยว่า สพฐ. มีนโยบายเริ่มใช้ระบบคัดกรองนักเรียนยากจนทุกโรงเรียนสังกัดของ สพฐ. โดยเป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง สพฐ. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ สสค. ในการออกแบบเครื่องมือคัดกรองเด็กยากจนผ่าน ระบบสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนการคัดกรองเด็กยากจนเป็นรายบุคคล (Data Management Center หรือ DMC) เพื่อช่วยให้นักเรียนที่ยากจนและด้อยโอกาสได้รับการจัดสรรงบประมาณการช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง โดยประเทศไทยพบว่ามีนักเรียนยากจนในการศึกษาภาคบังคับ ภายใต้การดูแลของ สพฐ.จำนวน 2.86 ล้านคน หรือร้อยละ 57 ของนักเรียนทั้งหมด ในขณะที่มีงบประมาณเพียง 2,500 ล้านบาท แต่สามารถช่วยนักเรียนยากจนได้เพียง 1.7 ล้านบาท หรือราวร้อยละ 35 ของนักเรียนทั้งหมด จึงเป็นที่มาของการทดลองระบบนี้ใช้ใน 10 จังหวัดนำร่อง ครอบคลุมโรงเรียน 5,000 แห่ง ประกอบไปด้วยจังหวัดน่าน เชียงราย แม่ฮ่องสอน อุดรธานี นครพนม นครราชสีมา จันทบุรี กาญจนบุรี ตรัง และภูเก็ต และจะขยายผลให้ครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศต่อไปในปีการศึกษา 2560

     “การคัดกรองนักเรียนยากจนมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการช่วยเหลือนักเรียนที่ยากจนให้ลงไปถึงตรงกับตัวบุคคลโดยใช้เกณฑ์ที่สอดคล้องกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในการดำเนินงาน ทั้งนี้เพื่อให้หน่วยงานที่จัดการศึกษาในพื้นที่สามารถช่วยเหลือเด็กนักเรียนที่ด้อยโอกาสและยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับการสนับสนุนต่างๆ จากภาครัฐอย่างเหมาะสม ทำให้สถานศึกษาแต่ละแห่งเกิดระบบการติดตามนักเรียนที่ด้อยโอกาสและยากจนเป็นรายบุคคล ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสทางการศึกษาและอัตราการเข้าเรียนของนักเรียนในระดับการศึกษาภาคบังคับและลดปัญหาเด็กออกกลางคัน โดยดูจากเกณฑ์การประเมินต่างๆ เช่นรายได้เฉลี่ย และสถานะของครัวเรือน เป็นต้น” 

     ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้ช่วยผู้จัดการด้านวิจัยและนโยบาย สสค. กล่าวถึงระบบสารสนเทศเพื่อหลักประกันโอกาสทางการเรียนรู้ว่า การปฏิรูปการศึกษาเพื่อรองรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคนและสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคมนั้น จังหวัดจำเป็นต้องมีข้อมูลเด็กและเยาวชนทั้งในและนอกระบบการศึกษาเป็นรายบุคคลเพื่อสนับสนุนการจัดทำ แผนพัฒนาการศึกษาจังหวัด (Provincial Education Plan) ที่สามารถวัดความสำเร็จได้ด้วยตัวชี้วัดเชิงประจักษ์ (Evidence-based Indicators) เช่น 1) ตัวชี้วัดด้านโอกาส ได้แก่ ร้อยละเด็กเยาวชนที่เข้าถึงระบบการศึกษา จำนวนนักเรียนยากจน อัตราการศึกษาต่อ จำนวนเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา 2) ตัวชี้วัดด้านคุณภาพ ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวนนักเรียนที่มีพัฒนาการเรียนล่าช้า จำนวนนักเรียน ติด 0 ร. มส. และ 3) ตัวชี้วัดด้านประสิทธิภาพ ได้แก่ อัตราการเบิกจ่ายงบประมาณที่ตรงตามปฏิทินงบประมาณ ผลการติดตามการจัดสรรงบประมาณถึงตัวเด็ก ซึ่งจำเป็นต้องมีระบบสารสนเทศและข้อมูลดังกล่าวเป็นเครื่องมือหลักในการถ่ายทอดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หรือ แผนการศึกษาชาติ 20 ปี สู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ได้อย่างแท้จริง ที่สำคัญเครื่องมือที่ สพฐ. และ สสค. ได้วิจัยพัฒนาร่วมกันด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ทำงานจริงเช่นนี้จะช่วยสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กเยาวชนไทยได้อย่างยั่งยืนในพื้นที่อีกด้วย

     นายเพิ่มพูน พงษ์พวงเพชร ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนมเขต 1 ในฐานะรักษาการศึกษาธิการจังหวัดนครพนม กล่าวถึงการดำเนินงานเก็บข้อมูลเพื่อคัดกรองนักเรียนด้อยโอกาสและยากจนว่า เดิมสถานศึกษาแต่ละแห่งจะตรวจสอบข้อมูลนักเรียนที่ยากจน และมอบหมายให้ครูทำหน้าที่คัดกรองเด็กนักเรียนที่ยากจนจากระบบ DMC  (Data Management Center หรือ DMC) และครูก็จะวางแผนการออกเยี่ยมบ้านนักเรียนเพื่อเก็บข้อมูลต่างๆ ตามเกณฑ์การประเมินอย่างละเอียดทั้งแบบฟอร์มที่เป็นกระดาษ แต่ระบบการคัดกรองใหม่นี้ จะมีเกณฑ์ที่ชัดเจนมากขึ้น อาทิ ครอบครัวมีภาระพึ่งพิง สภาพที่อยู่อาศัย มีรถส่วนบุคคลหรือไม่ และมีที่ดินจำนวนเท่าใด และใช้แอปพลิเคชั่นบนมือถือหรือแท็บเล็ตเพื่อนำข้อมูลต่างๆ รวมไปถึงการปักหมุดตำแหน่งที่ตั้ง และรูปภาพสภาพบ้านเรือนของนักเรียนมาบันทึกเข้าสู่ระบบ

     “สำหรับจังหวัดนครพนมได้ร่วมกับ สพฐ และ สสค. ดำเนินงานจัดเก็บข้อมูลระบบสารสนเทศคัดกรองเด็กยากจนเพื่อการศึกษามาตั้งแต่ปีการศึกษา 2559 โดยพบว่ามีนักเรียนที่อยู่ในระบบการศึกษาภาคบังคับ ชั้น ป.1-ม.3 ในจังหวัดนครพนมจำนวน 72,942 คน แต่เมื่อใช้ระบบสารสนเทศคัดกรอง DMC แบบใหม่ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ม.นเรศวร และ สสค.วิจัยพัฒนาขึ้นมา พบจำนวนเด็กยากจนลดลงมากกว่าครึ่ง จากเดิม 52,049 คนเป็น 24,188 คน ซึ่งในฐานะ กศจ. พบว่าข้อมูลเด็กยากจนนี้มีประโยชน์สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดนครพนมจะนำข้อมูลไปใช้ใสการวางแผนในการช่วยเหลือนักเรียนที่ยากจนจริงได้เต็มที่มากขึ้น มีมาตรการส่งเสริมเด็กกลุ่มนี้ให้มีอาชีพสามารถเลี้ยงตนเองและศึกษาต่อได้

     นอกจากนี้จากการทำงานลงลึกในระดับรายบุคคล ยังทำให้เกิดการระดมพลังความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้ามาสนับสนุนช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสและยากจนกลุ่มนี้อย่างเช่นกรณีของ “น้องเอ” (นามสมมุติ) นักเรียนระดับประถมศึกษาของ โรงเรียนบ้านสร้างแห่ อำเภอธาตุพนม ที่ถูกตราหน้าว่าเป็นหัวขโมยประจำโรงเรียน ซึ่งจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลทำให้ครูพบปัญหาที่ทับซ้อนอยู่ในชีวิตของลูกศิษย์คนนี้ในหลายมิติ ทั้งฐานะทางบ้านที่ยากจน สมาชิกหลายคนในครอบครัวมีภาวะปัญหาทางจิต ตัวนักเรียนเองก็มีความบกพร่องทั้งด้านร่างกายและจิตใจ จนเกิดการประสานความร่วมมือผ่านทีม “สหวิชาชีพ” เพื่อช่วยเหลือสนับสนุนและส่งต่อ ทั้งการดูแลรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่องจากหน่วยงานด้านสาธารณสุข รวมไปถึงการส่งตัวไปศึกษาต่อยังสถานศึกษาที่มีความเหมาะสม การดูแลสมาชิกสนับสนุนทั้งด้านที่พักอาศัยและอาชีพของสมาชิกภายในครอบครัวจากผู้นำชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  ซึ่งเรียกได้เป็นต้นแบบในการทำงานเพื่อเด็กด้อยโอกาสในพื้นที่

    “กรณีของ น้องลูกหิน นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านนาราชควาย อำเภอเมืองนครพนม ซึ่งบกพร่องทางการเรียนรู้เนื่องจากภาวะสมาธิสั้น ที่ทางคณะครูและโรงเรียนได้ลงพื้นที่เข้าไปดูแลช่วยเหลืออย่างเข้าถึงและเข้าใจ ทั้งในด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมภายในชั้นเรียน การส่งต่อและติดตามการรับยาเพื่อรักษาอาการสมาธิสั้น จนนำไปสู่พัฒนาการทั้งทางกายและทางจิตใจที่ดีขึ้น และในกรณีของ ด.ช.อัมรินทร์ พรหมวงค์ หรือ น้องอัม และ ด.ช.ติณณภพ ไชยมาตร หรือ น้องภพ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนดอนแดงเจริญทอง อำเภอเมืองนครพนม ที่ข้อมูลที่รับได้จากระบบสารสนเทศ แสดงผลให้โรงเรียนทราบว่าเด็กมีแนวโน้มที่จะไม่ได้ศึกษาต่อหลังจากจบมัธยมศึกษาตอนต้น เนื่องจากทางบ้านมีฐานะยากจน ทางโรงเรียนจึงได้เข้าไปช่วยสนับสนุนในเรื่องของฝึกทักษะอาชีพให้แก่เด็ก โดยร่วมกับภาคเอกชนและผู้ประกอบการในชุมชนที่เปิดร้านซ่อมรถจักรยานยนตร์ ให้เด็กได้เข้าไปฝึกทักษะอาชีพ ซึ่งนอกจากจะได้ความรู้ติดตัวเพื่อเป็นอาชีพในอนาคตได้แล้ว ยังมีรายได้กลับไปช่วยเหลือครอบครัวอีกด้วย” นายเพิ่มพูน พงษ์พวงเพชร ผอ.สพป.นครพนมเขต 1 กล่าวถึงกรณีตัวอย่างและความช่วยเหลือต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยมีจุดเริ่มต้นจากข้อมูลที่ได้รับจากระบบสารสนเทศเพื่อคัดกรองนักเรียนด้อยโอกาสและยากจนของจังหวัดนครพนม

    นายไพฑูรย์ รักษ์ประเทศ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม กล่าวถึงประโยชน์ของข้อมูลที่ได้รับจากระบบสารคัดกรองเด็กยากจนเพื่อการศึกษาและระบบสารสนเทศเพื่อหลักประกันโอกาสทางการเรียนรู้ว่า ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ครู ผู้บริหารสถานศึกษา หน่วยงานต้นสังกัด ผู้นำชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานด้านสาธารณสุข และหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง สามารถเห็นข้อมูล ปัญหา และความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนได้พร้อมกัน และสามารถบูรณาการการทำงานเพื่อเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว 

     “ข้อมูลของเด็กด้อยโอกาสและยากจนรวมทั้งข้อมูลต่างๆ จากระบบสารสนเทศ จะทำให้ทุกภาคส่วนในจังหวัดนครพนมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กและเยาวชน รวมไปถึงการพัฒนาดูแลช่วยเหลือคนในทุกช่วงวัยได้มองเห็นเป้าหมายเดียวกันในการทำงาน เพราะบทเรียนจากการทำงานที่เราได้รับฟังในวันนี้ได้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กนั้น ล้วนเป็นผลพวงที่เกิดขึ้นมาจากปัญหาต่างๆ ภายในครอบครัวทั้งสิ้นทั้งปัญหาการเจ็บป่วย หรือความยากจนอันเนื่องมาจากการประกอบอาชีพ ดังนั้นข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับในวันนี้จึงถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่หน่วยงานทุกภาคส่วนในจังหวัดจะได้เห็นข้อมูลเดียวกัน และหันมามองปัญหาเหล่านี้ว่าเป็นปัญหาร่วมกันของคนทั้งจังหวัดที่ต้องช่วยกันแก้ไขและพัฒนาในเชิงระบบ โดยไม่ได้ผลักภาระให้กับทางโรงเรียน ครู หรือสถานศึกษาเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการศึกษานั้นถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งถ้าเราสามารถทำให้คนของเราได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ และมีการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของจังหวัด ก็จะทำให้จังหวัดนครพนมพร้อมที่จะก้าวไปสู่การเป็นพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อที่จะใช้โอกาสอันนี้นี้ในการยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวนครพนมทุกคนให้ดีขึ้น”

     ซึ่งข้อมูลต่างๆ ที่ได้จากระบบสารสนเทศของจังหวัดนครพนมนั้น ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นในการบูรณาการการทำทุกภาคส่วนในพื้นที่ตามที่ได้รับมอบนโยบายจาก พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้แต่ละจังหวัดโดยเฉพาะจังหวัดที่ประกาศเป็นพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ เร่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยเชื่อมโยงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และการคมนาคม เข้ากับการศึกษา 

     “ต้องมีการพัฒนาคนทุกช่วงวัย ทำอย่างไรให้เด็กที่จบสายอาชีพแล้วสามารถประกอบอาชีพในจังหวัด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้คนในพื้นที่ให้มีความรู้สามารถประกอบอาชีพให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย โดยนับจากนี้ กศจ.และทาง อบจ. จะเป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนการทำงานเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ร่วมกัน โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ที่ต้องจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ มิใช่จัดการศึกษาตามความพร้อมของผู้สอน ฉะนั้นกระทรวงศึกษาต้องยกระดับให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนมากขึ้น ต้องหาความรู้นอกห้องเรียน เพื่อให้ก้าวไปสู่เป้าหมายไทยแลนด์ 4.0” พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีกล่าวสรุป

 

 

 

 

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

จ.นครพนม เปิดข้อมูลเด็กยากจนผ่านระบบคัดกรองสารสนเทศการศึกษา พร้อมจับมือทุกภาคส่วนเชื่อมโยงการทำงานเพื่อช่วยเหลือเด็กและเยาวชน เว็บไซต์สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ วันที่ 20 เมษายน 2560 คลิก

- วัดความสำเร็จ แอปฯ สุดเจ๋ง คัดกรอง นร.ยากจน 'นครพนม' ต้นเเบบ เว็บไซต์สำนักข่าวอิศรา วันที่ 23 เมษายน 2560 คลิก



จำนวนผู้เข้าชม 548 คน | จำนวนโหวต 0 ครั้ง




Creative Common License Version 3.0

ผลงานนี้ อยู่ภายใต้  สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ต้นฉบับ.
ข้อมูลทั้งหมดในเว็บไซต์สสค. อนุญาตให้เผยแพร่และแจกจ่ายโดยเสรี ซึ่งผู้นำไปใช้ไม่จำเป็นต้องติดต่อจากทางสสค. แต่อย่างใด แต่จำเป็นจะต้องอ้างอิงแหล่งที่มาว่ามาจากสสค.

คุณชอบเนื้อหาข่าว/บทความมากน้อยเพียงใด
0

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น

  1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
  2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
  4. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ info@QLF.or.th ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบและลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
ชื่อ/e-mail ของคุณ
กรุณากรอกรหัสตรวจสอบในช่องว่างให้ถูกต้องตามภาพที่แสดงในภาพ

คลิกเพื่อเปลี่ยนรูปใหม่

กรอกข้อความในรูปภาพที่นี่:

  1. คุณสามารถแสดงความคิดเห็นต่อข่าว/บทความนี้ในครั้งแรกโดยไม่ต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก
  2. การแสดงความคิดเห็นครั้งที่ 2 จะต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก สสค. หรือเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟสบุ๊กจึงจะทำการแสดงความคิดเห็นได้ และจะมีการโชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่มีการแสดงความคิดเห็น
  3. เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์สูงสุดของตัวท่าน กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็นเพื่อความสะดวกในการติดต่อกลับจาก สสค. ในกรณีที่ท่านได้รับรางวัลหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ

กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น

ท่านที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สสค. โลกแห่งการเรียนรู้ออนไลน์รอคุณอยู่ คลิกที่นี่ เพื่อสมัครสมาชิก สสค.

Web Site Version 1.3.4
เครือข่ายสังคมออนไลน์