เหลียวสิงคโปร์ 30 ปีก่อน แลอนาคต 30 ปี ภูเก็ต

เขียนโดย saowalak 01 | 05/10/2555 11:03:35

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์  | 


     นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน ได้บรรยายพิเศษ ในหัวข้อ "ทิศทางใหม่ประเทศไทยของการจัดการศึกษาโดยชุมชนท้องถิ่น" จัดโดย เทศบาลนครภูเก็ต ในการประชุมพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาของท้องถิ่นระดับประเทศ ที่โรงแรมรอยัลภูเก็ตซิตี้ โดยได้ฉายภาพการพัฒนาประเทศของสิงคโปร์ ซึ่งนับเป็นเกาะขนาดเล็กใกล้เคียงกับจ.ภูเก็ต โดยมีปัจจัยของการพัฒนาประเทศอย่างก้าวกระโดดที่น่าสนใจ ดังนี้

          “ผมขอยกตัวอย่างเกาะอยู่ 2 แห่ง คือ ภูเก็ต และสิงคโปร์ ซึ่งมีขนาดที่ใกล้เคียงกัน แต่ในปัจจุบันสิงคโปร์จัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยพบว่า รายได้เฉลี่ยต่อหัวคนภูเก็ตในปัจจุบันเท่ากับคนสิงคโปร์เมื่อ 25 ปีก่อน แสดงว่าไทยตามหลังสิงคโปร์กว่า 20 ปี อย่างไรก็ตามหากเปรียบเทียบทางเศรษฐกิจของสิงคโปร์และภูเก็ต พบว่า 39% ของรายได้ในภูเก็ตขึ้นอยู่กับการท่องเที่ยว ที่เหลือเป็นกิจการขนาดเล็กที่ยึดโยงกับการท่องเที่ยว แต่สิงคโปร์ มีรายได้จากการท่องเที่ยว อยู่ที่ 5% ที่เหลือคืออุตสาหกรรม ธุรกิจขายส่ง การธนาคาร และการท่องเที่ยวพร้อมกับบริการทางการแพทย์ และที่สำคัญคือ รายได้จากการศึกษา ที่กลายเป็นกิจการขยายตัว โดย 1 ใน 5 ของนักเรียนในสิงคโปร์ เป็นชาวต่างชาติ เพราะมีการจัดการศึกษาที่ขึ้นชื่อระดับโลก

     “จะเห็นได้ว่า รายได้หลักของภูเก็ต มาจากขาเดียวเป็นหลักคือ การท่องเที่ยว ขณะที่เศรษฐกิจของสิงคโปร์ ขึ้นอยู่กับหลายขา ทำให้มีเสถียรภาพมากกว่า โดยปัจจัยความก้าวหน้าของสิงคโปร์ พบว่า 1 เศรษฐกิจที่สร้างรายได้มาจากหลายขา และนโยบายการเปิดรับจากประเทศต่างๆ จนได้รับการยอมรับว่ามีการเปิดรับทางเศรษฐกิจได้มากที่สุด แต่สิ่งที่สำคัญคือ การศึกษาและการพัฒนาคน โดยคนของเขาถูกสอนไม่ให้โกง ทำธุรกิจอย่างโปร่งใส จนเป็นประเทศที่ติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลกที่มีความโปร่งใสมากที่สุด”

     นอกจากนี้แรงงานของคนสิงคโปร์ ยังมีความรู้ความสามารถสูงเป็นอย่างมาก โดยพบว่าความสามารถในการผลิตและสร้างรายได้ของคนสิงคโปร์เพียง 1 คน เท่ากับคนไทยถึง 4 คนด้วยกัน สะท้อนว่า การพัฒนาคนย่อมหนีไม่พ้นเรื่องการศึกษา ที่ไม่สามารถแยกส่วนจากการพัฒนาประเทศ ซึ่งจุดเริ่มต้นของสิงคโปร์ มาจากการแยกตัวจากมาเลเซีย ในปี 2508 โดยเริ่มต้นแค่เพียงหมู่บ้านชาวประมง แต่ในที่สุดก็สามารถพึ่งตนเองได้ และการมีมีผู้นำที่ดี ทำให้สามารถเป็นประเทศที่เจริญได้ในปัจจุบัน 

     “ถ้าสิงคโปร์ ซึ่งเคยเป็นหมู่บ้านชาวประมงแท้ๆยังทำได้ แล้วภูเก็ตหรือท้องถิ่นอื่นๆ ซึ่งมีต้นทุนที่ดีกว่าอยู่แล้วย่อมสามารถพัฒนาขึ้นได้เช่นกัน แม้ว่าหลายคนนึกค้านอยู่ในใจว่าสิงคโปร์เจริญได้เพราะมีผู้นำที่เข้มแข็ง แต่หากเราอาศัยกระบวนการมีส่วนร่วมจากประชาสังคมก็ย่อมเป็นไปได้” 

     ผมขอยกตัวอย่างการจัดการศึกษาที่โรงเรียนและชุมชนท้องถิ่น สามารถลุกขึ้นมาจัดการและพัฒนาคนในพื้นที่ด้วยตนตัวเอง ดังกรณีของเมืองกื้ดโมเดล หรือ โรงเรียนบ้านเมืองกื้ด อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจัดการศึกษาใน ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา โดยนักเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กยากจน และอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ผู้อำนวยการโรงเรียนจึงคิดนอกกรอบด้วยการจัดการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมกับส่งเสริมการจัดการศึกษาวิชาชีพ เพื่อให้นักเรียนมีรายได้ระหว่างเรียน และนำความรู้ไปใช้ในการประกอบอาชีพได้หลังจบการศึกษา โดยทำงานเชื่อมโยงกับอบต. โรงแรม และสถานที่ท่องเที่ยวอย่างปางช้าง เพื่อเป็นแหล่งฝึกงาน และสร้างอาชีพ

     สิ่งสำคัญของการจัดการศึกษาจึงอยู่ที่การรู้ความต้องการของชุมชน และปรับหลักสูตรการสอนที่ตอบโจทย์ชุมชน เพื่อให้เด็กจบมามีอาชีพและหาเลี้ยงตัวเองได้  เพราะการพัฒนาคนไม่จำเป็นต้องวิ่งไปสู่อุดมศึกษาเพียงอย่างเดียว ซึ่งในสิงคโปร์มีสัดส่วนเด็กที่เข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษาเพียง 18% เท่านั้น ขณะที่เด็กไทยเข้ามหาวิทยาลัยถึง 30% แต่ขาดคุณภาพและจบมาไม่มีงานทำ ดังนั้นเราควรมีหลายทางเลือกและตรงกับเส้นทางชีวิตของเด็ก



จำนวนผู้เข้าชม 7422 คน | จำนวนโหวต 2 ครั้ง




Creative Common License Version 3.0

ผลงานนี้ อยู่ภายใต้  สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ต้นฉบับ.
ข้อมูลทั้งหมดในเว็บไซต์สสค. อนุญาตให้เผยแพร่และแจกจ่ายโดยเสรี ซึ่งผู้นำไปใช้ไม่จำเป็นต้องติดต่อจากทางสสค. แต่อย่างใด แต่จำเป็นจะต้องอ้างอิงแหล่งที่มาว่ามาจากสสค.

คุณชอบเนื้อหาข่าว/บทความมากน้อยเพียงใด
4

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น

  1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
  2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
  4. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ info@QLF.or.th ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบและลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
ชื่อ/e-mail ของคุณ
กรุณากรอกรหัสตรวจสอบในช่องว่างให้ถูกต้องตามภาพที่แสดงในภาพ

คลิกเพื่อเปลี่ยนรูปใหม่

กรอกข้อความในรูปภาพที่นี่:

  1. คุณสามารถแสดงความคิดเห็นต่อข่าว/บทความนี้ในครั้งแรกโดยไม่ต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก
  2. การแสดงความคิดเห็นครั้งที่ 2 จะต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก สสค. หรือเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟสบุ๊กจึงจะทำการแสดงความคิดเห็นได้ และจะมีการโชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่มีการแสดงความคิดเห็น
  3. เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์สูงสุดของตัวท่าน กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็นเพื่อความสะดวกในการติดต่อกลับจาก สสค. ในกรณีที่ท่านได้รับรางวัลหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ

กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น

ท่านที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สสค. โลกแห่งการเรียนรู้ออนไลน์รอคุณอยู่ คลิกที่นี่ เพื่อสมัครสมาชิก สสค.

Web Site Version 1.3.4
เครือข่ายสังคมออนไลน์